ปรสิตในทางเดินอาหาร ภัยเงียบ ที่แฝงอยู่ในฟาร์มและความสำคัญในการตรวจวินิจฉัย

       การเลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นโค กระบือ แพะ แกะ สุกร หรือสัตว์ปีก การจัดการที่ไม่ดีอาจนำมาสู่การติดปรสิตในทางเดินอาหาร ซึ่งสัตว์ที่ติดเชื้อสามารถแพร่กระจายเชื้อสู่ สิ่งแวดล้อมได้โดยการขับไข่ออกมาพร้อมกับมูล ไข่เหล่านี้จะเจริญเติบโตในสิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นระยะติดต่อที่พร้อมเข้าสู่ร่างกายสัตว์ ทำให้เกิดการติดเชื้อในฟาร์ม        การเลี้ยงแบบแออัดและการจัดการมูลสัตว์ไม่ดีทำให้สัตว์มีโอกาสสัมผัสกับระยะติดต่อของปรสิตมาก การติดปรสิตในทางเดินอาหารในสัตว์ที่ภูมิคุ้มกันต่ำอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพสัตว์อย่างรุนแรง ส่วนในสัตว์ที่มีภูมิคุ้มกันดีการติดปรสิตอาจไม่ก่อให้เกิดอาการผิดปกติให้เห็น แต่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตได้ วิธีตรวจวินิจฉัยการติดปรสิตในทางเดินอาหารเบื้องต้น มักใช้วิธีการตรวจอย่างง่าย (Direct fecal smear or fresh fecal smear) ซึ่งวิธีนี้ใช้ตัวอย่างมูลสัตว์เพียงเล็กน้อยส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ การตรวจจึงมีโอกาสไม่พบไข่พยาธิหรือโอโอซีสต์ของโปรโตซัวที่อยู่ในตัวอย่างได้  

 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการที่เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจ ซึ่งเหมาะสำหรับการตรวจวินิจฉัยกรณีสงสัยว่ามีการติดปรสิตที่นิยมมี 2 วิธี

1.วิธีลอยตัวแบบธรรมดา (Simple floatation)

   เป็นการตรวจวินิจฉัยไข่พยาธิและโอโอซีสต์ของโปรโตซัวที่ลอยตัวที่ขึ้นมาบนผิวของสารละลาย   โดยสารละลายที่ใช้จะต้องมีความถ่วงจำเพาะมากกว่าความถ่วงจำเพาะของไข่พยาธิและโอโอซีสต์ เช่น น้ำเกลืออิ่มตัว ส่วนสิ่งอื่นที่มีความถ่วงจำเพาะมากกว่าสารละลายจะตกตะกอนลงสู่ด้านล่าง

   วิธีนี้สามารถตรวจวินิจฉัยการติดพยาธิตัวกลมหลายชนิดที่ไข่มีความถ่วงจำเพาะต่ำ เช่น พยาธิปากขอ พยาธิ Stongyloides spp. และพยาธิกลุ่ม Stongyle ได้เป็นอย่างดี รวมทั้ง โอโอซีสต์ของโปรโตซัว แต่ไม่สามารถใช้ตรวจไข่พยาธิที่มีขนาดใหญ่ หรือมีน้ำหนักมากได้ เช่น ไข่พยาธิใบไม้ในตับ และการตรวจด้วยวิธีนี้อาจทำให้รูปร่างของไข่บิดเบี้ยวไปได้ 

2.วิธีตกตะกอน (Sedimentation method)

    เป็นการตรวจวินิจฉัยการติดพยาธิที่มีไข่ขนาดใหญ่ หรือมีน้ำหนักมาก เช่น พยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้ไข่ยังคงรูปร่างและคงสภาพ โดยวิธีทำให้ตกตะกอนมีหลายวิธี ในปัจจุบันศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์กำแพงแสนใช้วิธี Formalin-acetate method ในการตรวจ

          วิธีนับจำนวนไข่พยาธิและโอโอซีสต์ด้วย  McMaster  (McMaster technique)

        เป็นการตรวจนับจำนวนไข่พยาธิหรือโอโอซีสต์ต่อ 1 กรัมของอุจจาระ วิธีนี้จึงสามารถวัดความรุนแรงของการติดปรสิตในทางเดินอาหารและประเมินประสิทธิภาพของยาถ่ายพยาธิหรือยาต้านโปรโตซัวได้ เนื่องจากการตรวจวิธีนี้ใช้หลักการเช่นเดียวกับวิธีลอยตัวแบบธรรมดา จึงไม่สามารถใช้ตรวจนับไข่พยาธิที่มีขนาดใหญ่ หรือน้ำหนักมากได้

ตัวอย่างปรสิตในทางเดินอาหารที่พบในสุกร

ภาพที่ 2 โอโอซีสต์ของเชื้อบิด (Cystoisospora suis)

ภาพที่ 3 ไข่พยาธิเส้นด้าย (Stongyloides ranomi)

ภาพที่ 5 ไข่พยาธิไส้เดือน (Ascaris suum)

ภาพที่ 4 ไข่พยาธิแส้ม้า     (Trichuris suis)

ภาพที่ 6 ไข่พยาธิตัวตืด   (Taenia solium)

    การเก็บตัวอย่างมูลสัตว์ ควรดำเนินการเก็บหลังจากสัตว์ขับถ่ายใหม่ เพื่อให้ได้ตัวอย่างที่มีความสดและเหมาะสมในการตรวจวินิจฉัย ควรเก็บตัวอย่างไม่ต่ำกว่า 2 กรัมต่อการตรวจแต่ละวิธี เพื่อให้มีปริมาณมากพอที่จะให้ผลตรวจที่น่าเชื่อถือ และตัวอย่างควรแช่เย็นที่อุณหภูมิ 4-7 องศาเซลเซียส การเก็บตัวอย่างแล้วส่งตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเลยจะได้ผลดี หากไม่สามารถส่งได้ทันทีควรเก็บไว้ไม่เกิน 2 วัน เพื่อคงคุณภาพของตัวอย่างให้เหมาะสม ส่วนกรณีตัวอย่างที่ต้องการส่งตรวจเป็นน้ำหรือสิ่งแวดล้อมก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ในการส่งตัวอย่างควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับชนิดของพยาธิที่สงสัยและวัตถุประสงค์ในการตรวจ

  แนวทางการควบคุมและป้องกันปรสิตในทางเดินอาหารขั้นพื้นฐาน

  1. จัดการมูลสัตว์อย่างถูกสุขลักษณะ  เช่น เก็บและกำจัดมูลอย่างสม่ำเสมอ
  2. หมุนเวียนพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เพื่อให้วงจรของปรสิตในสิ่งแวดล้อมขาดตอน
  3. ให้ยากำจัดปรสิตเป็นประจำ ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
  4. สังเกตอาการของสัตว์และตรวจมูลสัตว์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภายในฟาร์ม

ดูแลสุขอนามัยของผู้เลี้ยง โดยสวมถุงมือล้างมือให้สะอาดหลังสัมผัสมูลสัตว์ เพราะบางชนิดของพยาธิสามารถติดต่อสู่คนได้

         การตรวจวินิจฉัยการติดปรสิตในทางเดินอาหารจากมูลสัตว์ในห้องปฏิบัติการเป็นเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัย รวมทั้งเฝ้าระวังและนำไปสู่การควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อระบุชนิดของปรสิตได้สัตวแพทย์จะสามารถเลือกใช้ยาที่เหมาะสมในการควบคุม และวางแผนการจัดการฟาร์มเพื่อลดปัญหาอย่างเฉพาะเจาะจงต่อไป ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของฟาร์ม