บทความ: การเก็บรักษาตัวอย่างต่อความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย

การเก็บรักษาตัวอย่างต่อความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย
โรค Brucellosis ทางห้องปฏิบัติการ

ห้องปฏิบัติการโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน ศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ กำแพงแสน

บทนำ

ความถูกต้องของผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคนิคการวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับ “คุณภาพของตัวอย่าง” ตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการวิเคราะห์ (pre-analytical phase) ซึ่งรวมถึงการเก็บ การขนส่ง และการเก็บรักษาตัวอย่างในงานตรวจโรคติดเชื้อ เช่น Brucellosis ปัจจัยเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อความไว (sensitivity) และความจำเพาะ (specificity) ของวิธีตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจทางซีรั่มหรือระดับโมเลกุล

ความสำคัญของการเก็บและรักษาตัวอย่างก่อนการวิเคราะห์

มีรายงานว่าความผิดพลาดในห้องปฏิบัติการมากกว่า 60–70% เกิดขึ้นในขั้นตอนการเก็บและรักษาตัวอย่างก่อนการวิเคราะห์ ส่งผลให้ผลตรวจคลาดเคลื่อน

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพตัวอย่าง

1

อุณหภูมิในการเก็บรักษา

เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด โดยทั่วไปอุณหภูมิที่ 2–8 °C เหมาะสำหรับการเก็บระยะสั้น (≤72 ชั่วโมง) ส่วนอุณหภูมิที่ -20 °C หรือ -80 °C เหมาะสำหรับการเก็บระยะยาว การเก็บตัวอย่างในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้โปรตีน (เช่น แอนติบอดี) เสื่อม หรือ DNA ถูกทำลายได้

2

ระยะเวลาในการเก็บรักษา

ตัวอย่างที่เก็บไว้นานเกินไปโดยไม่ควบคุมสภาวะที่เหมาะสม อาจทำให้ความเข้มข้นของแอนติบอดีลดลง และในงานที่ใช้เทคนิค Polymerase Chain Reaction ซึ่งต้องอาศัย DNA ที่สมบูรณ์ โอกาสในการตรวจพบเชื้อจึงลดลงตามไปด้วย

3

การแช่แข็งและละลายซ้ำ

(Freeze–thaw cycles) หลายครั้งส่งผลให้เกิด การเสื่อมของโปรตีน การแตกสลายของ DNA สามารถหลีกเลี่ยงได้โดย การแบ่ง บรรจุตัวอย่างใส่ในหลายภาชนะ ก่อนเก็บรักษาด้วยการแช่แข็ง

4

ประเภทของตัวอย่าง

ตัวอย่างแต่ละชนิดมีความไวต่อสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน เช่น ซีรั่ม ค่อนข้างเสถียร แต่ไวต่อการปนเปื้อน ใช้ในงานตรวจด้านแอนติบอดี ส่วนเลือด (whole blood) และเนื้อเยื่อ เสื่อมสภาพเร็ว ใช้ในงานตรวจทาง DNA ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด

5

การขนส่งตัวอย่าง

ต้องควบคุมอุณหภูมิ (cold chain) และระยะเวลาในการขนส่ง การขนส่งที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ผลตรวจผิดพลาดได้แม้ว่าจะใช้เทคนิคที่มีความแม่นยำสูง

ผลกระทบต่อวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การตรวจทางซีรั่ม (เช่น RBT, ELISA)

  • แอนติบอดีเสื่อม → อาจให้ผลลบลวง (false negative)
  • การปนเปื้อน → อาจรบกวนการอ่านผล

การตรวจทางโมเลกุล (PCR)

  • DNA เสื่อม → ลดความสามารถในการตรวจพบ
  • สารยับยั้ง (inhibitors) → ทำให้ปฏิกิริยาจำลอง DNA ไม่ทำงาน

แนวทางการควบคุมคุณภาพตัวอย่าง

เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำ ควรปฏิบัติดังนี้

  • เก็บตัวอย่างในอุณหภูมิที่เหมาะสมทันทีหลังเก็บตัวอย่างจากสัตว์
  • ลดระยะเวลาระหว่างการเก็บและการตรวจ
  • หลีกเลี่ยงการ freeze–thaw ซ้ำ
  • ใช้อุปกรณ์ในการเก็บตัวอย่างที่เหมาะสมและป้องกันการปนเปื้อน
  • จัดระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ

สรุป

คุณภาพของตัวอย่างเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความแม่นยำของผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะการตรวจโรคแท้งติดต่อ (Brucellosis) ด้วยวิธี Rose Bengal Test (RBT) ซึ่งเป็นวิธีตรวจคัดกรองทางซีรั่มที่ใช้ตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ และมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ความถูกต้องของผลตรวจจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของวิธีตรวจเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับคุณภาพของตัวอย่างตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บ การเก็บรักษา และการขนส่งก่อนเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์

ตัวอย่างที่ได้รับการจัดการไม่เหมาะสม เช่น การควบคุมอุณหภูมิไม่ถูกต้อง การปนเปื้อน หรือการเก็บรักษาเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อความเสถียรของแอนติบอดีและนำไปสู่ผลตรวจคลาดเคลื่อนได้ แม้ว่าวิธี RBT จะเป็นวิธีที่มีความเหมาะสมสำหรับการตรวจคัดกรองและใช้อย่างแพร่หลาย ดังนั้นการควบคุมคุณภาพในขั้นตอนก่อนการวิเคราะห์ (pre-analytical phase) จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความน่าเชื่อถือของผลตรวจ

ศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ กำแพงแสน ให้บริการตรวจโรคแท้งติดต่อทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี Rose Bengal Test (RBT) เพียงวิธีเดียว โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานตามหลักวิชาการและการควบคุมคุณภาพตัวอย่างอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผลตรวจมีความถูกต้อง แม่นยำ และสนับสนุนการเฝ้าระวัง ควบคุม และป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารอ้างอิง

  • Plebani, M. (2021). Errors in clinical laboratories and pre-analytical phase.
  • Lippi, G. & Chance, J. (2022). Preanalytical variability: impact on laboratory testing.
  • WHO Guidelines (2023). Laboratory biosafety and specimen handling.
  • CDC (2022–2024). Specimen collection and handling guidelines.
  • Recent review on molecular diagnostics sample stability (2024, Elsevier/ScienceDirect)