รู้จัก Digital Droplet PCR (ddPCR)
Molecular Diagnostics

รู้จัก Digital Droplet PCR (ddPCR) :

เทคโนโลยีเสริมเพื่อความแม่นยำยิ่งขึ้นในการตรวจโรคสัตว์

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา งานอณูวินิจฉัย (molecular diagnostics) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในทางสัตวแพทย์ ทั้งในด้านการควบคุมโรคระบาด การเฝ้าระวังเชิงรุก (surveillance) และการสนับสนุนอุตสาหกรรมปศุสัตว์ให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ เทคโนโลยี Polymerase Chain Reaction (PCR) โดยเฉพาะ Real-Time PCR หรือ quantitative PCR (qPCR) ได้กลายเป็นมาตรฐานหลักในการตรวจวินิจฉัยโรคสัตว์ติดเชื้อจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการความไว ความแม่นยำ และการหาปริมาณสารพันธุกรรมในระดับต่ำมากเพิ่มสูงขึ้น เทคโนโลยี Digital Droplet PCR (ddPCR) จึงได้รับความสนใจในฐานะก้าวสำคัญของงานอณูวินิจฉัยยุคใหม่

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนพัฒนาการจาก Real-Time PCR สู่ Digital Droplet PCR โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ในงานวินิจฉัยโรคสัตว์ในบริบททางสัตวแพทย์ อธิบายหลักการ ข้อดี ข้อจำกัด และแนวโน้มการนำไปใช้ในอนาคตเพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักวิจัย สัตวแพทย์ และห้องปฏิบัติการอณูวินิจฉัย

หลักการของ Real-Time PCR และบทบาทในงานสัตวแพทย์

Real-Time PCR(qPCR) เป็นเทคนิคที่พัฒนาต่อยอดจาก conventional PCR โดยสามารถตรวจวัดสัญญาณฟลูออเรสเซนต์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเพิ่มจำนวนของสารพันธุกรรมแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถตรวจพบ (detection) และหาปริมาณ (quantification) ของ DNA หรือ RNA เป้าหมายได้ในคราวเดียว หลักการสำคัญของ Real-Time PCR คือการวัดค่า cycle threshold (Ct value) ซึ่งมีความสัมพันธ์ผกผันกับปริมาณสารพันธุกรรมตั้งต้น (ภาพที่ 1)

ในการทำ ddPCR ตัวอย่างจะถูกแบ่งออกเป็นหยดขนาดเล็กจำนวนมาก โดยแต่ละหยดเกิดการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมแยกกัน หลังจบปฏิกิริยา PCR จะวัดสัญญาณเรืองแสงของแต่ละหยด และจำแนกหยดเป็นบวกหรือลบตามระดับความเข้มของสัญญาณฟลูออเรสเซนต์ (แกน y) (ภาพที่ 1)

ในงานสัตวแพทย์ Real-Time PCR ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการตรวจวินิจฉัยโรคสัตว์ติดเชื้อ เช่น โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever; ASF), โรคพีอาร์อาร์เอส (Porcine reproductive and respiratory syndrome; PRRS), โรคไข้หวัดนก (Avian influenza), โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot-and-mouth disease; FMD) รวมถึงโรคในสัตว์เลี้ยง เช่น พาร์โวไวรัสในสุนัข (Canine Parvovirus; CPV) และไวรัสลิวคีเมียในแมว (Feline Leukemia Virus; FeLV) ความรวดเร็ว ความไว และความจำเพาะของ Real-Time PCR ทำให้เทคนิคนี้เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมโรคและลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

เปรียบเทียบการทำงาน Real-Time PCR (qPCR) กับ Digital Droplet PCR (ddPCR)
ภาพที่ 1 เปรียบเทียบการทำงาน Real-Time PCR (qPCR) กับ Digital Droplet PCR (ddPCR)
(ที่มา : Kokkoris et al., 2021)

แม้ Real-Time PCR จะเป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังคงมีข้อจำกัดบางประการที่สำคัญ โดยเฉพาะในบริบทของงานสัตวแพทย์ที่ตัวอย่างมีความซับซ้อน เช่น ตัวอย่างเนื้อเยื่อ เลือด อุจจาระ หรือสิ่งแวดล้อมในฟาร์ม ข้อจำกัดที่พบได้บ่อย ได้แก่

  1. การหาปริมาณแบบสัมบูรณ์ต้องพึ่ง standard curve ซึ่งคุณภาพสารมาตรฐานและขั้นตอนเตรียมอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน
  2. ตัวอย่างอาจมี PCR inhibitors ทำให้ค่า Ct และความแม่นยำคลาดเคลื่อนได้
  3. กรณีเชื้อปริมาณต่ำมากอาจตรวจพบได้ยาก โดยเฉพาะระยะเริ่มต้นหรือช่วงเฝ้าระวังหลังควบคุมโรค

ข้อจำกัดเหล่านี้เองเป็นแรงผลักดันให้มีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความไวและความเที่ยงตรงมากขึ้น

ddPCR คืออะไร: แนวคิด “แบ่งหยดแล้วนับจริง”

ddPCR แบ่งตัวอย่างออกเป็นหยดเล็กๆ (droplets) จำนวนมาก (ระดับหลายหมื่นหยด) ให้แต่ละหยดทำหน้าที่เป็นปฏิกิริยา PCR อิสระ เมื่อจบปฏิกิริยา ระบบจะอ่านผลแบบดิจิทัลว่าแต่ละหยด “บวก” หรือ “ลบ” แล้วคำนวณกลับเป็นจำนวนสำเนาสารพันธุกรรมแบบ absolute quantification โดยไม่ต้องใช้ standard curve

จุดเด่นสำคัญของ ddPCR คือ ความไวสูงมาก การหาปริมาณแบบสัมบูรณ์ที่ทำซ้ำได้ดี และความทนทานต่อสารยับยั้งในตัวอย่างที่ซับซ้อน

การทำ ddPCR ประกอบด้วย

  • เริ่มจากการสกัดและทำให้บริสุทธิ์ของกรดนิวคลีอิกเป้าหมาย จากนั้นเตรียมปฏิกิริยา ddPCR ในลักษณะเดียวกับ qPCR โดยใช้ TaqMan probe ที่ติดฉลากเรืองแสง หรือใช้สีที่แทรกในสาย DNA เช่น SYBR Green หรือ EvaGreen ใน 96-well plate (รูปที่ 2A)
  • นำเข้าเครื่องสร้างหยดอัตโนมัติ ซึ่งจะแบ่งปฏิกิริยาแต่ละหลุมออกเป็นหยดขนาดเล็กจำนวนมาก (ประมาณ 20,000 หยดระดับนาโนลิตร) ทำให้แต่ละหยดมี DNA หรือ RNA ปริมาณเล็กน้อย ช่วยให้การคำนวณปริมาณเป้าหมายมีความแม่นยำสูง (รูปที่ 2B)
  • จากนั้นแต่ละปฏิกิริยาจะถูกย้ายไปยัง 96-well plate และนำเข้าเครื่อง Thermal cycler เพื่อเพิ่มสารพันธุกรรม (รูปที่ 2C) เมื่อครบเวลาจะถูกนำไปอ่านผลด้วยเครื่อง droplet reader ซึ่งอ่านค่าแต่ละหยด (รูปที่ 2D)
  • หยดที่มี DNA เป้าหมายอย่างน้อย 1 copy จะให้สัญญาณเรืองแสงสูงกว่าหยดลบ ข้อมูลผลลัพธ์สามารถแสดงในรูปกราฟแบบ 1 มิติหรือ 2 มิติผ่านซอฟต์แวร์ (รูปที่ 2D)
หลักการทำงาน Droplet Digital PCR Workflow
ภาพที่ 2 หลักการทำงาน Droplet Digital PCR Workflow
(ที่มา : Sathyanarayana & Wainman, 2024)

แผนภาพ 1 มิติ ตัวอย่างของปฏิกิริยา ddPCR แกนตั้ง (แกน y) แสดงระดับความเข้มของสัญญาณเรืองแสง เส้นสีชมพูทึบคือค่า threshold โดยหยดที่อยู่เหนือเส้น เป็นหยดบวก (สีน้ำเงิน) ซึ่งมี DNA เป้าหมายอย่างน้อย 1 copy และหยดที่อยู่ใต้เส้น เป็นหยดลบ (สีเทา) ซึ่งไม่มี DNA เป้าหมาย ปฏิกิริยาทั้ง 6 ของ ddPCR ถูกแบ่งด้วยเส้นประแนวตั้งสีเหลือง โดยปฏิกิริยาด้านซ้ายสุดมีความเข้มข้นของเป้าหมายสูงที่สุด(105) ส่วนปฏิกิริยาด้านขวาสุดมี DNA เป้าหมายเพียง 1 copy(100) (ภาพที่ 3)

ตัวอย่างผลการอ่านสัญญาณ ddPCR แบบ positive และ negative droplets
ภาพที่ 3 ตัวอย่างผลการอ่านสัญญาณ ddPCR แบบ positive และ negative droplets
(ที่มา : Zhao et al., 2016)

ddPCR ช่วยงานสัตวแพทย์อย่างไร

การประยุกต์ใช้ ddPCR ที่พบมากขึ้นในช่วงหลัง ได้แก่

  • ตรวจพบเชื้อในระดับต่ำมาก เหมาะสำหรับตรวจสัตว์พาหะ (carrier) หรือการเฝ้าระวังหลังการกำจัดโรค
  • ติดตามปริมาณเชื้ออย่างแม่นยำ เช่น การติดตาม viral load ในโรคอย่าง PRRS หรือ FMD
  • ศึกษาการกลายพันธุ์/การติดเชื้อร่วม เพราะแยกความแตกต่างของลำดับเบสเพียงเล็กน้อยได้ดี และช่วยงานวิจัยที่ต้องการความละเอียดสูง

นอกจากนี้ยังมีรายงานการประยุกต์ใช้ ddPCR ในโรคสำคัญ เช่น ASF เพื่อเพิ่มความไวในตัวอย่างที่มีปริมาณไวรัสต่ำ และไข้หวัดนกเพื่อการเฝ้าระวังเชื้อในสิ่งแวดล้อมฟาร์ม

1 แนวทางเลือกใช้ qPCR vs ddPCR

qPCR เหมาะสำหรับการตรวจคัดกรองที่ต้องการความรวดเร็ว รองรับจำนวนตัวอย่างมาก

ddPCR เหมาะเมื่อต้องยืนยันผลในตัวอย่างที่เชื้อต่ำมากหรือใกล้จุดตัด ต้องการ absolute quantification ที่เชื่อถือได้ คาดว่าตัวอย่างมี PCR inhibitors สูง

2 แนวโน้มในอนาคต

เมื่อความสะดวกในการใช้งานเพิ่มขึ้นและต้นทุนเริ่มลดลง ddPCR มีแนวโน้มถูกนำมาใช้ควบคู่กับ qPCR ในห้องปฏิบัติการสัตวแพทย์มากขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องการความแม่นยำสูงและงานวิจัยขั้นสูง

บทสรุป

ddPCR ไม่ได้เข้ามาแทนที่ qPCR แต่เป็น “เครื่องมือเสริมอัจฉริยะ” ที่ช่วยยกระดับการตรวจโรคสัตว์ให้ไวขึ้น แม่นยำขึ้น และน่าเชื่อถือขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  1. Kubista, M. et al. (2006). The real-time polymerase chain reaction. Molecular Aspects of Medicine, 27(2–3), 95–125.
  2. Hindson, B. J. et al. (2011). High-throughput droplet digital PCR system for absolute quantitation of DNA copy number. Analytical Chemistry, 83(22), 8604–8610.
  3. Whale, A. S. et al. (2012). Comparison of microfluidic digital PCR and conventional quantitative PCR for measuring copy number variation. Nucleic Acids Research, 40(11), e82.
  4. OIE (WOAH). Manual of Diagnostic Tests and Vaccines for Terrestrial Animals.
  5. Hayden, R. T. et al. (2013). Digital PCR: a new tool for quantitative molecular diagnostics. Clinical Chemistry, 59(10), 1402–1412.